มาร์โมเส็ท ไคเมร่า

มาร์โมเส็ท ไคเมร่า

โดย แทนไท ประเสริฐกุล

หมายเหตุ – เคยลงบทความนี้ในคอลัมน์ “คนค้นสัตว์” ของเว็บ open online เมื่อนานมาแล้ว (9 ก.ค. 2007) เห็นว่าสอดคล้องกับเนื้อหาที่พูดใน WiTcast ตอน 10.2 ดี ก็เลยนำมาแบ่งปันขอรับ
—————————————————————————————–

เป็นไปได้มั้ยครับ ที่ใครคนสักคนนึงจะเป็นพ่อของหลานตัวเอง? หรือเป็นป้าของลูกตัวเอง?

แล้วลองนึกภาพดูสิครับ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดว่าครึ่งนึงของสเปิร์มในอัณฑะ(หรือไข่ในรังไข่) ของคุณ ไม่ได้เป็นของตัวคุณเอง แต่กลับเป็นของพี่ชายคุณหรือน้องสาวคุณเอามาฝากไว้?

ทั้งหลายที่ว่ามา ถ้าเป็นในคนก็คงจินตนาการได้ยากโขอยู่.. แต่ถ้าเป็นในตัวมาร์โมเส็ทแล้วละก็ ทั้งหมดนี้ ถือได้ว่า เป็นเรื่องที่ธรรมดามากๆ

มาร์โมเส็ท (marmoset) เป็นลิงตัวเล็กๆ ประเภทหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าเขตร้อนแถวอเมริกาใต้ (หรือแถวตลาดจตุจักรก็หาได้เหมือนกัน) ดูผิวเผินพวกมันก็หน้าตาเหมือนลิงธรรมดา ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดมาก ทว่า เมื่อเจาะลึกลงไปถึงระดับเซล มาร์โมเส็ทกลับแฝงไว้ซึ่งความพิศดารอันน่าอัศจรรย์ยิ่ง

สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมปกติทั่วไป เริ่มต้นชีวิตด้วยเซลๆ เดียว จากนั้นจึงค่อยๆ แบ่งตัวจาก 1 เป็น 2 เซล จาก 2 เป็น 4 เซล เป็น 16 เป็น 32 ไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง สมมติว่าถ้าเป็นคน เมื่อโตเต็มที่ก็จะมีเซลรวมทั้งหมดถึงประมาณ 100,000,000,000,000 (100 ล้านล้าน) เซล เป็นตัวเลขที่เยอะกว่าจำนวนดวงดาวทั้งหมดในกาแล็กซี่ของเราซะอีก! (กาแล็กซี่ทางช้างเผือกมีดาวประมาณ 400,000,000,000 หรือ 4 แสนล้านดวง) แต่ไม่ว่าจะมีเซลเยอะแค่ไหนก็ตาม สุดท้ายแล้วบรรดาเซลพวกนี้ทุกๆ เซลก็จะยังมีรหัส DNA ที่เหมือนกันทั้งหมด จะไม่ให้เหมือนได้ยังไงล่ะครับ ในเมื่อมันต่างก็ก็อปปี้ๆ ต่อๆๆๆ กันมาจากเซลเริ่มต้นเซลเดียวกัน ซึ่งก็คือเจ้าเม็ดเซลดั้งเดิมที่ได้มาจากการรวมตัวกันระหว่างไข่ของแม่กับเสปิร์มของพ่อนั่นเอง

เช่นนี้แล้วก็หมายความว่า หากคุณไปก่ออาชญากรรมที่ไหนซักแห่งแล้วเผลอทิ้งร่องรอยเอาไว้ มันไม่สำคัญหรอกว่าเซลที่คุณได้ทำหล่นเอาไว้จะเป็นเซลผิวหนัง เซลลำไส้เล็ก เซลสมอง เซลหัวใจ เซลรากขนจมูก เซลเยื่อบุทวารหนัก หรือเซลส้นเท้าอะไรก็แล้วแต่ ทุกๆ เซลล้วนมีรหัส DNA เหมือนกันทั้งหมด บรรจุรหัสพันธุกรรมฉบับเดียวกันเอาไว้ทั้งหมด ตำรวจสามารถนำเซลชนิดไหนก็ได้ไปใช้ในการระบุตัวตนของคุณ หรือจะให้เว่อร์ยิ่งขึ้น ขอเพียงคุณฮัดชิ่วใส่กระดาษซักแผ่น หรือแค่เช็ดตูดด้วยทิชชู่ซักใบ (เอาแบบสากๆ นะ) นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถเก็บเอาเศษเซลพวกนี้ไปโคลนนิ่งออกมาเป็นคุณคนใหม่ได้ทั้งคน โดยไม่ยากเย็นแต่อย่างใด (ในทางทฤษฏี)

สรุป เซลทุกเซลมีรหัส DNA เหมือนกันหมด และรหัส DNA ชุดนั้น ไม่ว่าจะมาจากเซลไหน มันก็คือ ‘ตัวตน’ เพียงหนึ่งเดียวทางพันธุกรรมของคุณ สรุปให้ง่ายขึ้นอีก สมมติรหัสพันธุกรรมของคุณเขียนว่า ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ คุณไปดูที่เซลไหนในตัวคุณมันก็จะเขียน ‘ฮุมบารีฮุนบุนบาเล’ เหมือนกันหมด ในขณะที่ถ้าคุณไปดูของคุณป้าสมจิตข้างบ้าน ของแกก็จะเขียนเหมือนกันหมดทุกเซลเหมือนกัน แต่อาจจะเขียนต่างไปจากคุณ คือเป็น ‘ฮุมบารูฮันบันบารัม’ แทน.. โดยปกติ ในสัตว์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นในคน หรือในชนิดไหนๆ เรื่องราวก็จะเป็นประมาณนี้ทั้งสิ้น แต่ที่น่าสนใจก็คือ ปรากฏว่า ในมาร์โมเส็ทมันไม่ใช่แฮะ

ในลิงมาร์โมเส็ท คุณแม่มักจะให้กำเนิดลูกที่เป็นแฝดสองเสมอ แฝดในที่นี้ไม่ใช่แฝดแบบที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่เป็นแฝดแบบคนละไข่กัน ก็คือเป็นเสมือนพี่น้องที่แค่เกิดมาร่วมครรภ์ในเวลาเดียวกันเฉยๆ เรื่องแปลกไม่ได้อยู่ตรงนี้หรอกครับ เพราะว่าขนาดในคน แฝดคู่ไม่เหมือน หรือ unidentical twins (เรียกอีกอย่างว่า fraternal twins) ก็มีให้เห็นอยู่ถมไป ทว่า ในมาร์โมเส็ทนั้น มันจะมีปรากฏการณ์ที่พิเศษมากๆ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น นั่นก็คือในวันที่ 18-20 หลังจากตัวอ่อนคู่แฝดทั้งสองได้รับการปฏิสนธิ รกของพวกมันจะค่อยๆ เริ่มเติบโตมาผสานรวมกัน จนเกิดเป็นท่อที่เชื่อมโยงตัวอ่อนทั้งสอง ทำให้สามารถเกิดการแลกเปลี่ยนเซลระหว่างกันและกันได้ เซลจากแฝดพี่อาจโยกย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ฝั่งตัวอ่อนน้อง ขณะเดียวกัน เซลแฝดน้องก็อาจจะอพยพข้ามไปปะปนอยู่กับเซลของตัวอ่อนพี่ได้! โอวว.. นึกภาพอะไรดีละครับ นึกถึงนาฬิกาทรายที่ตั้งเอาไว้แนวนอนก็แล้วกัน ในกะเปาะแก้วฝั่งนึงมีทรายสีขาว ส่วนอีกฝั่งนึงมีทรายสีดำอยู่ เทกลับไปกลับมาซักสองสามรอบ ฝั่งดำก็จะได้ทรายสีขาวไปปนอยู่ปริมาณหนึ่ง ส่วนฝั่งขาวก็จะได้ทรายสีดำเข้ามาแทรกด้วยเช่นเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวอ่อนพี่น้องมาร์โมเส็ทก็เป็นประมาณนี้แหละครับ และหลังจากช่วงแลกเปลี่ยนเซลผ่านไป ตัวอ่อนแต่ละตัวยังคงต้องแบ่งเซลต่ออีกหลายรอบ คุณลองจินตนาการดูก็แล้วกันว่าพอโตขึ้นมา ตัวตนทางพันธุกรรมของพวกมันจะออกมาเป็นยังไง?

ผลลัพธ์ที่ได้ หากคุณนำมาร์โมเส็ทโตเต็มที่มาสักตัวหนึ่ง เจาะเลือดหรือถอนขนมันออกมาตรวจดู คุณจะไม่ได้พบแค่เซลที่บรรจุพันธุกรรมของตัวมันเองเพียงอย่างเดียว แต่จะพบเซลที่บรรจุรหัสพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันผสมผสานอยู่ด้วย! เท่ากับว่ามาร์โมเส็ทตัวนั้นเป็นทั้งตัวมันเองและก็ทั้งพี่น้องของมันด้วยในเวลาเดียวกัน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ มาร์โมเส็ทมีตัวตนในระดับพันธุกรรมถึง 2 ตัวตนในร่างเดียว! ในทางวิทยาศาสตร์ เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะพิเศษแบบนี้ว่า genetic chimera (ไคเมร่า มาจากชื่อสัตว์ประหลาดในตำนานกรีก ซึ่งมีลักษณะผสมผสานระหว่างสัตว์หลายๆ ชนิด มีหัว 3 หัว หัวนึงเป็นสิงโต อีกหัวนึงเป็นมังกร ส่วนอีกหัวนึงเป็นแพะ ฯลฯ สำหรับในทางพันธุกรรม โดยภายนอกสัตว์ที่เป็นไคเมร่าจะมีหน้าตาเหมือนสัตว์ปกติธรรมดาทั่วไปนี่แหละ มีแต่ในระดับเซลเท่านั้นที่เป็นส่วนผสมระหว่างสัตว์มากกว่า 1 ตัวเข้าด้วยกัน)

ตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อน แวดวงวิทย์รู้มานานแล้วละครับว่ามาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าในเลือด หมายถึงว่าเม็ดเลือดมันมีปนเปทั้งที่เป็นเซลของตัวเองและก็เซลที่ได้มาจากพี่น้องฝาแฝดด้วย แต่ล่าสุดนี้เพิ่งมีงานวิจัยชิ้นใหม่ (มีนาคม 2007) ซึ่งค้นพบว่า ระบบอื่นๆ ในร่างกายของมันก็เป็นแบบนั้นด้วยเหมือนกัน ผลการวิจัยโดยทีมของ ดร. คอรินน่า รอสส์ (Corinna Ross) แห่งมหาวิทยาลัยเนบราสก้าสาขาลินคอล์น (University of Nebraska at Lincoln) ระบุว่า มาร์โมเส็ทเป็นไคเมร่าแทบจะทั้งตัวเลยก็ว่าได้ แต่จะเป็นมากเป็นน้อยนั้นแล้วแต่อวัยวะ ยกตัวอย่างเช่น ในมาร์โมเส็ท 100 ตัว อาจจะมีตัวที่เป็นไคเมร่าในม้ามหรือในตับมากถึง 40-50% โดยในบรรดาตัวที่เป็นนี้ ถ้าเราเอาตับมันมาออกมาวิเคราะห์ดู ก็อาจจะพบว่าประกอบไปด้วยเซลที่มาจากฝาแฝดมันถึงประมาณ 30-40% ในขณะที่ถ้าเป็นอวัยวะอย่างอื่น อย่างเช่นผิวหนังหรือสมอง อัตราส่วนของตัวที่เป็นไคเมร่าอาจจะพบน้อยลงมาเหลือแค่ 3-6% และถ้าเอาตัวอวัยวะออกมาวิเคราะห์ดูก็อาจจะพบเซลของฝาแฝดปะปนอยู่เพียงแค่ไม่ถึง 10% อะไรทำนองนั้น เป็นต้น

ที่น่าสนใจที่สุดก็คือ ปรากฏการณ์ไคเมร่าในมาร์โมเส็ทที่พบนั้น ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตับ ไต ไส้พุง ปอด ม้าม เลือด หัวใจ ผิวหนัง หรือ สมอง เท่านั้น แต่ยังแพร่ขยายเกินเลยไปจนถึงระดับเซลสืบพันธุ์ด้วย! นั่นหมายความว่าอย่างไรครับ? ถ้าว่ากันตามนี้ก็คือ มาร์โมเส็ทตัวผู้ตัวหนึ่งที่คุณเห็นกำลังเดินๆ ชิวๆ อยู่บนต้นไม้เนี่ย ไม่เพียงแต่มีสเปิร์มของตัวเองอยู่ในอัณฑะของมันเท่านั้น แต่ยังคอยพกพาเสปิร์มของพี่ชาย (หรือน้องชาย) ของมันอีกจำนวนหนึ่งติดตัวไปไหนมาไหนด้วยตลอดเวลา!

เท่ากับว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่มาร์โมเส็ทหนุ่มตัวนี้ไปมีเมียมีลูก ลูกที่เกิดมาอาจจะมีอยู่อีกส่วนหนึ่ง (ตามผลวิจัยค้นพบว่าเป็นประมาณ 1 ใน 3) ที่จะได้รับสืบทอดพันธุกรรมของพี่น้องฝาแฝดของมันไปแทน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เด็กๆ อาจถือกำเนิดมาจากเสปิร์มของคุณลุง แทนที่จะเกิดมาจากเสปิร์มของพ่อแท้ๆ ของตัวเอง ทั้งๆ ที่คุณแม่ก็ไม่ได้เคยไปมีชู้กับพี่ชายของสามีมาก่อน.. จากมุมมองของคุณพ่อ ลูกที่เกิดมาอาจจะไม่ใช่ลูก แต่อาจจะเป็นหลานของตัวเอง.. มาร์โมเส็ท 2 ตัว อาจจะเป็นทั้งพี่น้องกัน และก็เป็นทั้งลูกพี่ลูกน้องกันด้วย ในเวลาเดียวกัน..

เอาเถอะ ประเดี๋ยวไว้ค่อยมางงเรื่องครอบครัวมาร์โมเส็ทกันต่อละกันนะครับ ตอนนี้ขอเปลี่ยนเรื่องไปดูในคนกันมั่งดีกว่า ว่าหากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาบ้าง มันจะเป็นยังไง

ปรากฏว่าในคนเราเนี่ย ก็มีปรากฏการณ์ไคเมร่าเกิดขึ้นบ้างเหมือนกันครับ แต่ว่า นานน้านน… จะพบเป็นข่าวขึ้นมาซักที ไม่ได้เกิดเป็นอาจิณเหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท

เรื่องแรก.. ลิเดีย แฟร์ชาลด์ (Lydia Fairchild) คุณแม่ลูก 3 ประสบปัญหาเศรษฐกิจฝืดเคือง ก็เลยไปสมัครขอความช่วยเหลือทางด้านการเงินจากหน่วยงานรัฐ ตามกฏคาดว่า ยิ่งมีบุตรธิดาจำนวนมากเท่าไหร่ ก็น่าจะยิ่งมีสิทธิในการขอรับเงินได้มากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันการโกง (เผื่อประเดี๋ยวไปเอาลูกใครไม่รู้มาอ้าง) เจ้าหน้าที่ก็จะต้องมีการขอตรวจ DNA ดูให้เรียบร้อยเสียก่อนว่าเป็นแม่กับลูกกันจริงหรือเปล่า ไม่อย่างงั้นก็จะไม่สามารถอนุมัติให้ได้ ตรงจุดนี้ คุณลิเดียแกก็ไม่ได้ว่าอะไร ก็เข้ารับการตรวจไปตามเรื่อง แต่ปรากฏว่าผลตรวจที่ออกมามันช่างน่าเซอร์ไพรซ์นัก

ผล DNA ระบุว่า เด็กๆ เหล่านั้นเป็นพี่น้องกันจริง และเป็นลูกของสามีคุณลิเดียจริง แต่กลับไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของตัวแกเอง.. คุณลิเดียแกก็เถียงบอก มันจะไม่ใช่ได้ยังไงฟะ ก็คลอดออกมาจากท้องตัวเองชัดๆ แล้วจะให้เป็นลูกคนอื่นไปได้ยังไง!?

อย่างไรก็ตาม ทางการเค้าก็ไม่สนล่ะครับ ถือว่าว่ากันตามผล DNA เป็นหลัก คุณลิเดียเลยโดนข้อหาต้องสงสัย ว่าไปลักพาตัวลูกคนอื่นเค้ามาแอบอ้าง ซึ่งในกรณีนี้รัฐมีสิทธิที่จะจัดการยึดตัวเด็กๆ ไปดูแลแทนได้ คุณลิเดียแกเจอแบบนี้เข้าก็ฉุนกึก รีบไปค้นหาหลักฐานรูปถ่ายตอนท้อง สูติบัตร ใบรับรองจากหมอสู ต่างๆ นาๆ เอามายืนยัน แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่มีใครยอมรับฟัง ขนาดทนายเองก็ไม่มีเจ้าไหนยอมรับทำคดีความ เพราะในชั้นศาลแล้ว หลักฐาน DNA ถือว่าเป็นเสมือนสิ่งศักสิทธิ์ จะไปเถียงยังไงก็ไม่มีทางชนะได้

ในที่สุด ด้วยความอับจนปัญญา ลิเดียจึงเริ่มคิดวางแผนจะพาลูกหนี แต่ทว่าพอดี๊พอดี เรื่องทั้งหมดกลับได้รับการคลี่คลายซะก่อนด้วยความฟลุคแบบสุดๆ คือในระหว่างช่วงที่ชุลมุนวุ่นวายอยู่นั้นเอง คุณลิเดียแกก็เกิดท้องขึ้นมาอีกรอบ (ยังอุตส่าห์มีอารมณ์อีกนะ) และในการตั้งครรภ์ครั้งนี้เอง ทางรัฐได้จ้างเจ้าหน้าที่ศาลให้มาติดตามบันทึกรายละเอียดทุกอย่าง คือถึงขั้นเข้าไปรอในห้องทำคลอดด้วย แล้วพอเด็กเด้งออกมาปุ๊บ ก็รีบเก็บตัวอย่างเซลนำไปตรวจ DNA ในทันที ผลการตรวจสอบออกมาปรากฏว่า ในทางพันธุกรรม เด็กคนนี้ก็ยังไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของลิเดียอยู่ดี! ฟังดูบ้าดีแท้ มันจะไม่ใช่ได้ยังไง ก็คลอดกันให้ดูเห็นๆ! จากเหตุการณ์ที่เกิด ทำให้ทางศาลเริ่มฉุกคิดขึ้นมามากขึ้น อืมม.. ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็แสดงว่าที่ผ่านที่ผ่านมาเธออาจจะไม่ได้โกหก แต่ถ้าอย่างนั้นแล้ว มันจะอธิบายได้ว่ายังไงกันล่ะ? หรือว่าคุณลิเดียแกอาจจะมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอะไรบางอย่าง ที่ทำให้สามารถคลอดลูกออกมาเป็นลูกคนอื่นได้.. ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยมีใครคาดถึงมาก่อน

ความผิดปกติที่ว่าก็คือปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นแหละครับ.. ต่อมา มีทนายใจดีและหัวไวคนหนึ่งรับคดีนี้ไปทำ แล้วก็ไปค้นจนเจอเรื่องไคเมร่าในคนเข้า ก็เลยได้พาลิเดียไปตรวจสอบ แล้วก็ยืนยันพบว่าเธอเป็นมนุษย์ไคเมร่าจริงๆ อย่างที่สงสัย ศาลรับพิจารณาแล้วก็เลยตัดสินให้เรื่องทั้งหมดก็ได้รับการยกฟ้องไปในที่สุด ถือได้ว่าจบลงแบบ happy ending นี่โชคยังดีที่ว่าลิเดียเป็นผู้หญิง เลยมีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเด็กคลอดออกมาจากตัวเธอจริงๆ ถ้าเกิดสมติว่ากลับกัน ลูกตรวจ DNA ออกมาแล้วไม่ตรงกับฝ่ายชายขึ้นมาละก็ เรื่องคงวุ่นวายกว่านี้เยอะล่ะครับ ฝ่ายคุณพ่อคงสงสัยทันทีว่าเมียตัวเองต้องไปมีชู้มาแน่ๆ กว่าจะสืบสาวให้รู้เรื่องได้ว่าสามีเป็นมนุษย์ไคเมร่า มีหวังคงได้หย่าร้างกันไปเรียบร้อยแล้ว (แต่ในคดีฆ่าข่มขืน ไม่แน่ผู้ชายที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้รับประโยชน์ เพราะรหัส DNA ในสเปิร์มจากที่เกิดเหตุอาจจะสืบมาไม่ถึงตัวฆาตกรตัวจริง)

ไคเมร่าในคนเกิดขึ้นได้ยังไงครับ? เค้าสัณนิษฐานกันว่า อย่างกรณีของลิเดียนี่ จริงๆ แล้วตอนอยู่ในท้องแม่ เธออาจจะเคยมีฝาแฝดที่เป็นน้องสาวอยู่อีกคนหนึ่ง(แฝดคนละไข่ เหมือนอย่างในมาร์โมเส็ท) แต่จากนั้นตัวอ่อนของทั้ง 2 คน เกิดการผสมผสานรวมตัวกันกลายเป็นคนๆ เดียว ซึ่งก็คือลิเดีย ส่วนน้องสาวของเธอถูกดูดกลืนหายเข้าไปเหลือแค่เป็นเซลกระจัดกระจายอยู่ในตัวลิเดียอีกทีหนึ่ง เซลไข่ในรังไข่ของลิเดีย ที่ได้รับการปฏิสนธิจนให้กำเนิดเป็นลูกของเธอออกมา 4 คนนั้น จริงๆ แล้ว ก็อาจจะมาจากเซลของน้องสาวฝาแฝดเธอที่ไม่มีโอกาสลืมตามาดูโลกผู้นั้นนั่นเอง

ไคเมร่า เป็นปรากฏการณ์ที่พบน้อยมากๆ ในมนุษย์ ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีบันทึกไว้แค่ราว 30 เคสเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่แน่นะครับ ไคเมร่าจริงๆ แล้วอาจจะเกิดบ่อยกว่าที่มีรายงานกันก็เป็นได้ เพราะคนเราอยู่ดีๆ นั่งอยู่เฉยๆ มันจะไปรู้ได้ยังไงว่าตัวเองเป็นไคเมร่า ก็มีแต่ต้องเกิดเรื่องเกิดราวขึ้นมาก่อนเหมือนคุณลิเดียนั่นแหละ ถึงจะมีโอกาสได้รู้ อย่างไรก็ตาม ไคเมร่าที่แสดงออกในลักษณะภายนอก ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันนะ อย่างเช่นบางคน ตาสองข้างสีไม่เหมือนกัน พอไปตรวจถึงได้รู้ว่าเป็นไคเมร่า ผู้ชายอีกรายนึง ตอนแรกคิดว่าตัวเองเป็นทองแดง (มีไข่ข้างเดียว) พอไปให้หมอตรวจดู ปรากฏพบว่า ข้างในท้องอีกข้างนึง มีรังไข่ของผู้หญิงซ่อนอยู่ สันนิษฐานว่าเจริญมาจากเซลของน้องสาวฝาแฝดที่เคยอยู่ด้วยกันในท้องแม่ แต่ไม่มีโอกาสได้เกิด (ฟังดูหลอนพิลึก).. ไม่แน่นะครับ บางทีตัวคุณเอง ก็อาจจะเป็นไคเมร่าด้วยก็ได้ ต่อให้ตอนนี้คุณไม่มีพี่น้องฝาแฝด แต่ใครจะไปรู้ ไม่แน่ส่วนหนึ่งของร่างกายคุณอาจจะประกอบขึ้นมาจากเซลของเค้าก็เป็นได้.. ไม่แน่ ฝาแฝดที่ไม่มีตัวตน อาจจะแฝงเร้นอยู่ในตัวคุณเอง

เอาล่ะ สุดท้ายนี้กลับมาว่าเรื่องมาร์โมเส็ทกันต่ออีกสักนิดเถอะครับ

มาร์โมเส็ท จริงๆ แล้วไม่ได้ขึ้นชื่อแค่เรื่องไคเมร่าเพียงอย่างเดียวนะครับ แต่ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงในฐานะสัตว์สังคมที่มีความรักใคร่ปรองดองกันดีมากๆ อีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกตัวผู้นี่ ถือได้ว่านิสัยดีมากๆ เมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆ สามีมาร์โมเส็ทจะช่วยเมียตัวเองเลี้ยงลูกอย่างใกล้ชิด คอยอุ้มดูแลให้ลูกขี่หลังตลอด ผิดกับพ่อหมา หรือพ่อแมว หรือแม้แต่พ่อลิงอื่นๆ ซึ่งพอฟันเสร็จแล้วก็มักจะชิ่งอย่างเดียว แล้วไม่ใช่เพียงแค่พ่อเท่านั้น แม้แต่บรรดาญาติๆ ป้าๆ น้าๆ อาๆ ลุงๆ ปู่ย่าตายายมาร์โมเส็ททั้งหลาย พอมีใครมีลูกมีหลานที ก็มักจะมาช่วยกันเลี้ยงช่วยกันอุ้มตลอด เรียกได้ว่าเป็นระบบเครือญาติแบบแน่นแฟ้นมากๆ

คุณคอรินน่า รอสส์ เชื่อว่า เอกลักษณ์เรื่องระบบครอบครัวใหญ่ซึ่งมีสมาชิกคอยช่วยกันเลี้ยงดูเด็กแบบในมาร์โมเส็ทนั้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากความเป็นไคเมร่าของพวกมันนั่นแหละ สาเหตุเนื่องมาจาก พอเป็นไคเมร่าปุ๊บ ก็เท่ากับว่า แต่ละตัวล้วนมีความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันมากกว่าปกติ อย่างพี่น้องกัน ธรรมดาแชร์ยีนร่วมกันแค่ประมาณ 50% แต่พอเป็นไคเมร่า เซลของฉันส่วนหนึ่งก็เป็นของเธอ เซลของเธอส่วนหนึ่งก็เป็นของฉัน มันทำให้ยิ่งกลายเป็นญาติสนิทกันเข้าไปใหญ่ เลยระดับพี่น้องปกติไปอีก แถมไหนถ้าเกิดพี่มีลูก ลูกที่เกิดมาก็อาจจะเป็นลูกของน้องก็ได้ ส่วนลูกที่เกิดกับน้องก็อาจจะเป็นลูกทางพันธุกรรมของพี่ก็ได้เหมือนกัน กลายเป็นว่าใครก็ตามมีลูก ก็ยิ่งช่วยๆ กันเลี้ยงนั่นแหละยิ่งดีที่สุด สังคมมันก็เลยออกมาในสภาพแบบว่า ไม่ค่อยมีการแบ่งแยกครอบครัวกันเท่าไหร่ ใครมีอะไรก็ช่วยเหลือกันไปนั่นแหละ จะยังไงก็ญาติๆ กันทั้งนั้น เพราะเนื่องมาจากปรากฏการณ์ไคเมร่านั่นเอง

อีกจุดนึงที่น่าสนใจครับ.. บางครั้งการถ่ายเทเซลระหว่างคู่ฝาแฝดที่เกิดขึ้นในท้องแม่ อาจเกิดแค่ในทิศทางเดียว ยกตัวอย่างเช่น เซลจากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท A อาจจะอพยพข้ามไปปนกับตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B แต่ในทางกลับกัน เซลจากตัวอ่อนมาร์โมเส็ท B ไม่ได้อพยพข้ามมาปนกับตัวอ่อนของมาร์โมเส็ท A เมื่อการถ่ายเทเกิดขึ้นด้านเดียวแบบนี้ ก็จะก่อให้เกิดสถานการณ์ที่ลูกมาร์โมเส็ทตัวหนึ่งเติบโตขึ้นมาเป็นไคเมร่า ในขณะที่พี่น้องฝาแฝดของมันอีกตัวหนึ่ง เติบโตขึ้นมาเป็นสัตว์ที่ทุกเซลล้วนมีพันธุกรรมฉบับเดียวเหมือนกันหมดตามปกติ.. ทีมวิจัยทีมเดิม ใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อลูกตัวหนึ่งเป็นไคเมร่า แต่อีกตัวหนึ่งไม่ได้เป็น? พ่อของมันจะสามารถแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่? และจะรักตัวใดตัวหนึ่งมากกว่าอีกตัวหรือไม่?

ผลการทดลองออกมาปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พ่อมาร์โมเส็ทให้เวลากับการอุ้มลูกที่เป็นไคเมร่า มากกว่าลูกที่มีพันธุกรรมปกติถึง 2 เท่า! ทำไมคุณพ่อถึงลำเอียง รักลูกที่เป็นไคเมร่ามากกว่า? คุณคอรินน่า อธิบายบอกว่า ในสัตว์พวกลิง มีหลักฐานว่าพ่อแม่สามารถจดจำลูกของตัวเองได้ โดยอาศัยแยกแยะจากกลิ่น ไม่แน่ ทารกมาร์โมเส็ทที่เป็นไคเมร่าอาจจะได้เปรียบตรงที่ เซลผิวหนังของมันประกอบขึ้นมาจากทั้งเซลของมันเองและก็เซลของน้อง(หรือพี่) พอพ่อมาดมเข้า ก็เลยอาจจะได้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เป็นลูก 2 ตัว ทั้งตัวพี่และก็ตัวน้องอยู่ในตัวเดียวกัน เปรียบเสมือนเป็นลูกยกกำลังสอง ซึ่งมีกลิ่นยวนใจชวนให้พ่อรักมากกว่าปกติ.. ทำนองนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้

เคยได้ยินคำกล่าวว่า การค้นพบที่น่าสนใจ บางครั้งก็นำมาซึ่งคำถามเสียมากกว่าคำตอบซะอีก.. ผมว่ากรณีไคเมร่าในมาร์โมเส็ทนี่ ช่างเข้าข่ายนั้นเป๊ะๆ เลยครับ มันช่างชวนให้ขบคิดซะเหลือเกิน ว่าในโลกของมาร์โมเส็ทนี่ คำว่า ‘ตัวตน’ คืออะไรกันแน่? การเป็นพ่อแม่ลูก เป็นลุงป้าน้าอาหลานเหลนโหลนกันนี่ ตกลงหมายถึงอะไร? และแม้กระทั่ง..

..แท้จริงแล้ว ความรัก คืออะไร?

 

ลิงค์ที่มาของข้อมูล
• บทความ Marmoset Gene Swaps Spur Babysitting Bizarreness จากเว็บ nationalgeographic.com
• บทความเกี่ยวกับปรากฏการณ์ไคเมร่าทั้งในมาร์โมเส็ทและก็ในคน จาก The Stanford Daily
• บทความ Chimerism: When Your Sperm Is Not Yours – Common chimerism in marmoset monkeys จาก news.softpedia.com
• บทความ Chimerism, or How a marmoset’s sperm is really his brother’s จาก NotExactlyRocketScience.wordpress.com
• บทความ One child, two fathers—marmoset-style จาก the-scientist.com
• บทความ The Stranger Within จากนิตยสาร New Scientist พูดถึงเรื่องปรากฏการณ์ไคเมร่าในคน
• บทความ The Not-So-Legendary Chimera จาก damninteresting.com พูดถึงเรื่องปรากฏการณ์ไคเมร่าในคน
• บทความวิชาการ Germ line chimerism and paternal care in marmosets (Callithrix kuhlii) ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ฉบับ 104 (15): 6278–6282

คนตาบอดกับความกลัว – โดย VirusFowl

คนตาบอดกับความกลัว
โดย VirusFowl

สืบเนื่องจากรายการ Witcast ep 7.2 ที่มีหัวข้อเกี่ยวกับ “ความกลัว” ของมนุษย์ พี่แทน @yeebud (ผู้จัด) ก็เลยเมนชั่นมาถามว่าสนใจจะเขียนบทความเรื่อง “ความกลัวของคนตาบอดไหม?” เช่นว่า คนตาบอดกลัวความมืดไหม? คนตาบอดกลัวผีไหม? ฯลฯ ก็เลยเกิดเป็นบล็อกนี้ขึ้นมา 😀

สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้จักหรือสัมผัสกับคนตาบอดมาก่อน ย่อมที่จะมีคำถามมากมายเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและมุมมองต่อประสบการณ์ต่างๆ ของคนตาบอด ซึ่งหลายครั้งมันก็ยากเกินกว่าจะจินตนาการได้ด้วยตัวเอง

ถึงบางครั้งผู้เขียนเองมักจะบอกกับคนอื่นๆ ว่า “คนตาบอดเป็นไงอะเหรอ ก็ลองหลับตาดูสิ” แต่ถ้าคิดดูอย่างลึกๆ แล้ว มันก็มีอีกหลายอย่างที่แค่ “หลับตา” ก็ใช่ว่าจะเข้าใจได้ :p

คนตาบอดกับความมืด

ก่อนจะไปถึง “ผี” เรามาบิ๊วบรรยากาศกันก่อนกับประเด็นความมืดกันก่อนดีกว่า :d

สำหรับประเด็นนี้ คงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า คำว่า “คนตาบอด” เนี่ยมันก็มีระดับของความ “บอด” อยู่หลายระดับ ตั้งแต่ตาบอดข้างเดียว, มองเห็นเลือนราง, มองเห็นแค่แสง จนถึงตาบอดสนิท ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละระดับความ “บอด” ก็จะมีมุมมองและความเข้าใจต่อความมืดที่แตกต่างกันไป

ในสองระดับแรก คือประเภทที่ตาบอดข้างเดียวกับมองเห็นเลือนรางนั้นผู้เขียนขออนุมานเองไปเลยว่าความเข้าใจเกี่ยวกับความมืดนั้นก็อยู่ในระดับเดียวกับคนสายตาปกติ เพราะพวกเขาสามารถเห็นภาพได้อยู่ และผลกระทบของแสงสว่างก็ส่งผลต่อการใช้ชีวิตไม่ต่างจากคนที่ใช้ตาในการดำเนินชีวิตทั่วๆ ไป ดังนั้นถ้าคนกลุ่มนี้จะกลัวหรือไม่กลัวความมืด ก็คงจะมีเหตุผลที่ไม่ต่างจากคนปกติแต่อย่างใด

ส่วนอีกสองกลุ่มถัดมา คือพวกที่มองเห็นแค่แสงกับกลุ่มที่ตาบอดสนิทไปเลยนั้น สำหรับคนทั่วไปอาจจะจินตนาการได้ลำบากสักหน่อยว่าคนกลุ่มนี้จะกลัวความมืดกันไหม และถ้ากลัวจะกลัวได้อย่างไร?

เมื่อลองวิเคราะห์ดูแล้วผู้เขียนคิดว่า ถ้าจะทำให้เข้าใจคนสองกลุ่มหลังนี้ได้ดีขึ้น เราคงต้องแยกที่มาให้ลงลึกไปอีกหน่อย โดยการแยกว่าคนตาบอดในสองกลุ่มหลังนี้ตาบอดภายหลังหรือตาบอดตั้งแต่กำเนิด เพราะมันจะทำให้เราอธิบายได้ว่า พวกเขามีมุมมองต่อความมืดอย่างไร

สำหรับคนที่ตาบอดตั้งแต่กำเนิด ไม่ว่าจะสนิทเลยหรือมองเห็นแค่แสง ผู้เขียนเชื่อว่าสำหรับคนกลุ่มนี้ความมืดนั้นไม่มีผลกระทบต่อความกลัวแต่อย่างใด เพราะพวกเขาซึ่งอาจเรียกได้ว่า “ผู้ที่อยู่ในโลกมืด” อยู่แล้ว คงไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยความกลัวตลอดเวลาไปได้หรอก ความมืดที่คนทั่วไปเข้าใจว่าพวกเขาเห็นอยู่ตลอดเวลานั้น มันก็แค่ส่วนหนึ่งของชีวิต แน่นอนล่ะ ก็ในเมื่อพวกเขาไม่เคยสัมผัสกับแสงสว่างนี่จะมืดหรือสว่างมันจะแตกต่างกันอย่างไรเล่า

แม้แต่กลุ่มที่ยังพอเห็นแสงก็ตาม ถ้าพวกเขาเห็นในระดับนี้มาตั้งแต่เกิดความต่างของความมืดกับความสว่างมันก็คงเป็นแค่ความวูบไหวที่แทบจะไม่มีความหมายอะไรก็เท่านั้น คงจะบอกไม่ได้ว่ามืดหรือสว่างอะไรดีกว่ากัน ดังนั้นถึงจะอยู่ในความมืดก็คงจะไม่ต่างจากการอยู่ในที่สว่างอะไร แต่อันนี้เราว่ากันถึงผลทางกายภาพตรงๆ นะครับไม่นับผลกระทบด้านจิตวิทยาที่อาจได้รับมาจากสภาพแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจส่งผลได้เช่นกัน

ถัดมาสำหรับกลุ่มที่ตาบอดภายหลัง อันนี้คงต้องระบุไปว่าตาบอดภายหลังที่มีความรับรู้เทียบเท่ากับคนสายตาปกติแล้วอะนะครับ คือรู้จักภาพ สี แสง เหมือนคนปกติแล้ว ถ้าเป็นคนที่ตาบอดตอนยังเด็กมากๆ สักขวบสองขวบอันนี้ก็คงมีความเข้าใจที่ต่างออกไปอีกแบบ

ความกลัวความมืดของคนกลุ่มหลังนี้จะได้รับผลกระทบทางจิตวิทยามาค่อนข้างสูง เนื่องจากพวกเขาเคยรับรู้ถึงความแตกต่างของความมืดกับความสว่างแบบเดียวกับคนปกติมาแล้วนั่นเอง ดังนั้นถึงภายหลังจะไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนเดิม แต่ความรับรู้ที่เคยรู้อยู่แล้ว ก็ยังตามมาส่งผลได้อยู่ดี โดยความรุนแรงอาจแปลผันไปตามกาลเวลาได้ เช่นเมื่อมองไม่เห็นไปนานๆ ก็อาจจะชินกับความมืด จากที่เคยกลัวก็อาจไม่กลัวได้

เหตุการณ์สมมติ:

หมายเหตุตัวละคร

  • A = คนตาบอดประเภท low-vision หรือพวกสายตาเลือนราง คือยังเห็นภาพได้เหมือนคนปกติ แต่ระดับการมองเห็นต่ำกว่าคนปกติ
  • B = คนตาบอดสนิทตั้งแต่กำเนิด
  • C = เพิ่งมาตาบอดตอนอยู่ประถม (อนุโลมว่าสนิทหรือไม่สนิทก็ได้)

ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง ภายหลังจากนาย A กลับขึ้นมาจากการไปซื้อของกินที่ 7-Eleven ข้างโรงแรม

A: “เฮ้ยไอ้ B อยู่มืดๆ ไม่เปิดไฟไม่กลัวหรอวะ?”
B: “กลัวอะไร เปิดไฟไปก็ไม่มีประโยชน์ เปลืองด้วย”
A: “…”
A: ตะโกนถามเข้าไปในห้องน้ำ “แล้วไอ้ C มรึงมองก็ไม่เห็น อาบน้ำจะเปิดไฟทำไมฟระ?”
เสียงตอบออกมาจากห้องน้ำ C: “ก็มืดๆ มันน่ากลัวนี่หว่า”…

.
.
.

แต่อย่างไรก็ตามที่อธิบายไปข้างต้นนี้ ก็เป็นเพียงการวิเคราะห์ความน่าจะเป็นหรือแนวโน้มว่าคนตาบอดกลุ่มไหนน่าจะกลัวหรือไม่กลัวความมืดด้วยเหตุผลอะไร เราคงไม่สามารถตอบคำถามว่า “คนตาบอดกลัวความมืดไหม?” สำหรับคนตาบอดทุกคนไปได้ เช่นเดียวกับที่เราคงไม่สามารถตอบคำถามนี้ถ้าเปลี่ยนตัวแปรในคำถามเป็นคนปกตินั่นเอง

คนตาบอดกลัวผีปะ?

ประเด็นถัดจากความมืด ก็คงจะหนีสิ่งไม่มีชีวิตที่เรียกว่า “ผี” ไปไม่ได้ สำหรับความกลัวหรืออาจจะเรียกว่าความเชื่อเรื่องผีนี้ คงจะไม่ต้องแยกแยะประเภทความตาบอดแต่อย่างใด เพียงแต่คนปกติอาจจะสงสัยว่าคนตาบอดกลัวผีไหม และกลัวได้อย่างไร เพราะพวกเขาอาจจะใช้ประสาทสัมผัสด้านรูป (การมอง) กันจนเคยชินไปหน่อย จนอาจจะลืมว่าความจริงคนเราต่อให้มองไม่เห็นแล้ว ก็ยังเหลือประสาทสัมผัสอีกตั้งหลายอย่างที่ยังใช้งานได้

และ “ผี” ก็ไม่ได้ปรากฏมาให้เราสัมผัสกันเพียงแค่รูปเพียงอย่างเดียว “ผี” อาจจะมาเป็นเสียง กลิ่น หรือแม้แต่รูปสัมผัสที่จับต้องได้ก็เป็นได้ (ใครเคยเจอมั่ง!) ดังนั้นถ้า “ผี” มีจริง คนตาบอดที่เพียงแค่เสียประสาทสัมผัสไปอย่างหนึ่ง ก็ยังสามารถสัมผัสกับผีได้อีกตั้งหลายแบบ ซึ่งก็รวมไปถึงพวกการกลัว เลือด, ศพ, สัตว์เลื้อยคลาน, แมลง, สัตว์น้ำ, ลฯล ที่คนปกติหลายคนก็กลัว (หรือจะเรียกว่าไม่ชอบก็ตาม) ซึ่งสิ่งเหล่านี้คนตาบอดก็ยังสามารถสัมผัสมันได้ด้วยประสาทสัมผัสที่เหลือเช่นกัน แต่ใครจะกลัว/ไม่กลัว ชอบ/ไม่ชอบ อันนี้ก็คงต้องถามกันรายตัวอ่านะ ^^

ดังนั้นสำหรับแฟนๆ รายการเรื่องเล่าเรื่องผี อย่างรายการ The Shock ที่อาจจะเคยได้ฟังคนเล่าที่เป็นคนตาบอดโทรเข้ามาเล่า ก็ไม่ต้องสงสัยไปว่า “มันแต่งเรื่องป่าววะ” มันโม้ป่าววะ” หรือแม้แต่ “มันตาบอดจริงเหรอ?” เพราะผู้เขียนยืนยันได้ว่ามีคนตาบอดจริงๆ ที่เจอประสบการณ์ที่โทรไปเล่าจริง ในสถานที่นั้นจริง โทรเข้าไปเล่าจริงๆ แน่นอน (แต่ยืนยันแค่บางสายนะครับ อาจจะมีที่ไม่จริงบ้างก็เป็นได้) เพราะผู้เขียนเองก็เคยอยู่ในสถานที่ที่เกิดเหตุและทราบว่าคนเล่ามีตัวตนจริง (คือยืนยันว่าสถานที่มีจริงและเรื่องเล่าเหล่านั้นมีมูลจริง แต่ไม่ได้ประสบเหตุเองนะฮ้าฟ) :O

ที่เล่ามานี้ก็แค่เป็นการยืนยันว่า คนตาบอดเองก็มีบางคนที่มีประสบการณ์กับคุณๆ ที่ไม่มีชีวิตแล้วเหล่านี้กันอยู่บ้าง นอกจากจะกลัวได้เหมือนคนปกติแล้ว ก็ยังสามารถเจอผีได้เหมือนคนปกติอีกด้วย!

และก็ไม่ได้ต่างไปจากคนทั่วไป คนที่กลัวผีก็ไม่รู้เป็นอะไร มักจะชอบฟังเรื่องผีกันจัง คนตาบอดเองก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะรายการผีๆ รายการเล่าเรื่องผี นิยายผีๆ สื่อเหล่านี้มักจะได้รับความสนใจจากคนตาบอดเป็นอันดับต้นๆ เหมือนจะเป็นฟากตรงกันข้ามกับความเข้าใจของคนส่วนมากที่คิดจะอ่านหนังสือให้คนตาบอดฟัง ก็มักจะคิดว่า “เราอ่านหนังสือธรรมะให้เขาฟังดีกว่า” 😛

“คนตาบอดดูหนังผีแล้วจะกลัวปะ?” ต้องมีคนสงสัยประเด็นนี้แน่ๆ 55 ถ้าจะให้ผู้เขียนวิเคราะห์ ก็คงต้องบอกว่าสิ่งที่จะทำให้คนตาบอดมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังผี คงไม่ใช่ภาพ (ถึงมันจะทำออกมาได้น่ากลัวแค่ไหนก็ตาม) ก็เราไม่เห็นภาพอยู่แล้วนี่นา แต่ “ซาวด์ประกอบ” ต่างหาก ที่จะทำให้คนตาบอดมีอารมณ์ร่วมไปกับหนังผีได้ รวมไปถึงเนื้อเรื่อง เช่นมีการเฉลยภายหลังว่าตัวละครนี้ที่จริงแล้ว ไม่ .. ใช่ … คน … !!!

ดังนั้นคำถามว่า “คนตาบอดกลัวผีปะ?” ถ้าเพียงเราจะไม่มองแต่มิติด้านการมองเห็น และเข้าใจว่าคนตาบอดก็มีประสาทสัมผัสด้านอื่นๆ (ที่เหลือ) ไม่ต่างจากคนปกติแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ว่า คนตาบอดก็สามารถกลัวหรือไม่กลัวผี ได้เฉกเช่นเดียวกับคนทั่วไปนั่นเอง

ความกลัวด้านอื่นๆ

ถ้าคุณเข้าใจความ”ตาบอด” ว่าเป็นเพียงการขาดประสาทสัมผัสไปอย่างหนึ่ง ผู้เขียนเชื่อว่าคำถามอื่นๆ ที่อาจมีตามมา ก็น่าจะสามารถทำความเข้าใจและหาคำตอบได้ง่ายยิ่งขึ้นกันแล้วล่ะ

“ความกลัว” ในรูปแบบอื่นๆ เช่น ความกังวล, ความไม่รู้, ความเครียด, ความประหม่า ฯ คนตาบอดก็สามารถมีได้เช่นเดียวกับคนปกตินั่นแหละ

เชื่อว่าคงต้องมีคนตั้งคำถามว่า “แล้วมีความกลัวด้านไหนไหม ที่คนตาบอดจะมีมากกว่าคนปกติ” คำถามนี้ผู้เขียนคิดว่า คงจะเป็น “ความไม่รู้” นั่นแหละที่คนตาบอดจะมีได้มากกว่าคนปกติสักหน่อย เพราะหลายอย่างเพียงแค่คุณมองไป คุณก็เห็นแล้วว่ามันคืออะไร มันมีอะไร แต่สำหรับคนตาบอด การฟังหรือการสัมผัสมันไม่สามารถตอบสนองต่อความไม่รู้ได้อย่างนั้น เราจำเป็นต้องไปเผชิญกับสิ่งๆ นั้น จริงๆ ถึงจะรู้ได้ว่ามันคืออะไร

การดำเนินชีวิตประจำวันของคนตาบอดส่วนมากแล้วก็ต้องใช้ความเคยชินเป็นปัจจัยหลัก เช่น ความเคยชินกับสถานที่ ความเคยชินกับระยะทาง เป็นต้น

ตัวอย่างสมมติ เหตุเกิดขึ้น ณ ห้องน้ำในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง

คนปกติ: ก็แค่กวาดตามอง แล้วก็เดินเข้าไปใช้บริการได้เลย

คนตาบอด: (นึกในใจ) “แล้วอะไรมันอยู่ตรงไหนหว่า” เกิดความกังวล สงสัย ไม่แน่ใจ เพราะความไม่รู้ …
วิธีหาทางออก ถ้าไม่ขอความช่วยเหลือจากคนในห้องน้ำ (ซึ่งอาจจะไม่มีใครอยู่เลยก็ได้) ก็ต้องเดินเข้าไปสำรวจด้วยตัวเอง ซึ่งก็อาจเดินชน วนไปวนมา กว่าจะพอนึกภาพรวมออกว่าห้องน้ำที่นี่อะไรอยู่ตรงไหน (เห้อออ กว่าจะได้เข้าห้องน้ำ *.*)

อันนี้ก็เป็นเหตุการณ์สมมติ(ที่อิงเรื่องจริง) เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นนะครับ แต่จะว่าไปความกลัวจากความไม่รู้ก็น่าจะเกิดได้ในอีกหลายๆ สถานการณ์ ส่วนมากก็คงเป็นการใช้ชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปนี่แหละ

แต่ส่วนมากแล้วความกลัวในทำนองนี้ คนตาบอดเองก็ต้องฝึกให้คุ้นเคยกับมันให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง ขึ้นรถลงเรือ การใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ ทำกับข้าว กินข้าว ซักผ้า ถูบ้าน โดยที่เราอาจจะทำมันไม่ได้ดีหรือสะดวกเท่ากับคนปกติ แต่ก็ต้องฝึก ในตอนแรกๆ ก็อาจกลัว เหมือนเราหัดว่ายน้ำหรือขี่จักรยานครั้งแรก เชื่อว่าหลายคนก็รู้สึกกลัวๆ อยู่บ้าง แต่เมื่อฝึกจนทำได้ จนคุ้นเคย มันก็จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตไป…

จากการชมรายการพื้นที่ชีวิต ตอน “ความกลัว” ก็ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามว่า ตกลงแล้วคนเรากลัวเพราะความไม่รู้ หรือกลัวเพราะความรู้(รู้ว่ามันน่ากลัวนี่นา) กันแน่ ?

หลายๆ อย่างเพราะเราไม่รู้ ไม่รู้ว่าอะไรอยู่ในความมืด ไม่รู้ว่าถ้าทำไปแล้วจะเป็นอย่างไร เราเลยกลัว

แต่บางอย่างเราก็จำเป็นต้องรู้ เราถึงจะกลัวได้ เช่นถ้าเป็นตอนกลางคืน ณ ซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่ง อยู่ดีๆ มีคนมาโผล่ให้เราเห็น ถ้าเราไม่เคยมีความรู้เรื่องผีมาก่อน เราก็อาจแค่สงสัยว่าอยู่ๆ เขามาโผล่ได้อย่างไร ก็อาจเกิดแค่ความสงสัย แต่ถ้าเรามีความรู้เรื่องผี (ซึ่งคนส่วนมากก็ได้รับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้วแน่ๆ) เราก็จะเกิดความกลัวมากกว่าความสงสัย

เลยพาลจินตนาการไปต่อว่า ถ้าต่อไปในโลกอนาคตที่มนุษย์คิดค้นระบบว้าป (การเคลื่อนย้ายมวลสาร) มาได้แล้ว ผู้คนว้าปไปว้าปมากันเป็นเรื่องปกติ ผีที่เคยทำให้คนกลัวโดยการอยู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาให้เห็น ก็อาจต้องเปลี่ยนมุกใหม่ เพราะการผลุบๆโผล่ๆ ของคนกลายเป็นเรื่องปกติในยุคนั้นไปแล้ว 🙂

และสมมติเหตุการณ์เดียวกับในรายการ ถ้าให้คนตาบอดไปเป็นผู้ทดสอบความกลัวแบบนั้น เข้าไปในโรงบาลร้าง ไปนอนในป่าช้า ผู้เขียนเชื่อว่าผลที่ออกมาก็น่าจะไม่แตกต่างจากสิ่งที่เกิดกับพิธีกรทั้งสองท่าน สำหรับคนตาบอดที่มีพื้นฐานความกลัวอยู่แล้ว มีจิตใจที่ไม่มั่นคง ก็ต้องกลัวเช่นกัน โดยสิ่งที่สร้างขึ้นมาหลอนตัวเองก็อาจเป็นเสียง คืออาจจะแค่ได้ยิงเสียงอะไรนิดหน่อยก็จินตนาการไปไหนต่อไหน ซึ่งถ้าคนปกติอยู่ในที่ที่ไม่มีแสงเลย ก็เชื่อว่า “เสียง” ก็จะเป็นปัจจัยให้จินตนาการ สร้างความกลัวให้ตัวเองขึ้นมาแบบนี้เช่นกัน

แต่สมมติเหตุการณ์ทดสอบเดียวกันนี้ แต่ให้คนตาบอดไปทดสอบแต่เป็นตอนกลางวันล่ะ … ในเมื่อกลางวันหรือกลางคืนคุณก็มืดเหมือนกันนี่ จะมีผลต่อความกลัวไหม กรณีนี้ผู้เขียนคิดว่าน่าจะไม่กลัวมากเท่ากลางคืนเหมือนกับคนปกตินั่นแหละ ทำไมน่ะเหรอ ก็ความเชื่อที่ปลูกฝังกันมาไงล่ะ “ผีไม่ออกมาตอนกลางวันหรอก” 555

กรณีอื่นๆ เช่น การกลัวความสูง ในข้อนี้ผู้เขียนเชื่อว่าสาเหตุของการกลัวความสูงมาจากการเห็นเป็นหลัก อนุมานจากเรามักจะได้ยินว่าถ้ากลัวก็อย่ามอง และพอไม่มองความกลัวก็ลดลงได้จริงๆ (ถึงจะไม่หมดเพราะยังเหลือส่วนของจินตภาพอยู่ก็ตาม) ดังนั้นเชื่อว่าคนตาบอดที่มองไม่เห็นเลยก็น่าจะไม่กลัวความสูง

ถ้าคนตาบอดไปยืนอยู่ริมหน้าผาล่ะจะกลัวไหม? ในกรณีนี้ความกลัวคงแบ่งเป็นสองส่วนหลักๆ คือการกลัวความสูง (ซึ่งก็อย่างที่บอกไปแล้วถ้าไม่เห็นก็น่าจะไม่กลัว) กับการกลัวตกลงไป อันนี้ต่อให้มองไม่เห็นแต่ถ้าทราบว่าข้างหน้าคือหน้าผาใครก็คงต้องกลัว แต่ถ้าไม่รู้คืออยู่ๆ ถูกหลอกให้ไปอยู่ตรงจุดนั้น ก็คิดว่าน่าจะไม่กลัว (คนหลอกพาไปอาจจะกลัวแทน 55)

หรือตัวอย่างความกลัวแปลกๆ เช่นกลัวการขึ้น/ลงบันไดเลื่อน ต้องบอกว่าความจริงแล้วคนตาบอดส่วนมากสามารถขึ้น/ลงบันไดได้อย่างสบาย (ผู้เขียนถอยหลังลงบันไดได้สบายๆ เลยนะ หรือจะวิ่งขึ้น/ลง ทีละหลายๆ ขั้นก็เป็นเรื่องปกติ XD) แต่เคยได้ยินมาว่ามีเพื่อนตาบอดคนนึงกลัวการใช้งานบันไดเลื่อน จนเวลาไปห้างต้องใชลิฟต์แทนตลอด อันนี้ก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเขามีความหลังอะไรไม่ดีเกี่ยวกับบันไดเลื่อนหรือเปล่า คงอาจจะคล้ายๆ คนปกติบางคนที่กลัวที่แคบล่ะมั้ง? ที่มักจะมีความหลังฝังใจกับที่แคบตอนเด็กๆ พอโตมาเลยกลัวที่แคบ

โดยสรุปแล้วมนุษย์เราคงจะมีความกลัวบางส่วนที่สืบทอดผ่าน DNA กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่ว่าคุณจะเหลือประสาทสัมผัสสักกี่อย่าง ตราบใดที่สมองยังทำงานได้ ยังมีความรู้สึกนึกคิดได้ ความกลัวที่ฝังรากอยู่ในสัญชาตญาณก็น่าจะยังทำหน้าที่ของมันได้เท่าเทียมกัน

แต่ความกลัวที่ฝังมากับ DNA นี้ส่วนมากแล้วเหตุผลก็คงเพียงเพื่อป้องกันเราจากอันตรายต่างๆ เพื่อเป็นการเอาชีวิตรอดเป็นหลัก แต่ความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นมาภายหลัง จากสังคม, จากศีลธรรม, จากศาสนา, จากกฎหมาย หรือเรียกได้ว่าเป็นความกลัวที่ถูกมนุษย์สร้างขึ้น ถ้าเป็นไปในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อความสงบสุขของสังคมโดยรวมก็ดีไป

แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มีความกลัวหลายๆ อย่างที่มนุษย์สร้าง เพื่อให้มนุษย์กลัว และมนุษย์กลุ่มแรกก็หาผลประโยชน์จากความกลัวของมนุษย์กลุ่มหลัง ดังนั้นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดบนโลกกลมๆ ใบนี้ ก็คงหนีไม่พ้นมนุษย์ด้วยกันเองนี่ล่ะ . . .